ใช้มาตรการพิเศษแทนเอาผิดอาญา

ใช้มาตรการพิเศษแทนเอาผิดอาญา

ใช้มาตรการพิเศษแทนเอาผิดอาญา

ใช้มาตรการพิเศษแทนเอาผิดอาญา

กรมพินิจฯใช้มาตรการพิเศษแทนดำเนินคดีอาญากับนักเรียนชั้น ม.3 ที่รุมทำร้ายรุ่นน้อง ม.2 เตรียมหิ้วส่งเข้าสถานพินิจลำปาง 15 ก.พ.
เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่กระทรวงยุติธรรม นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือนักเรียชายชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เกาะคา จ.ลำปาง ซึ่งถูกรุ่นพี่ ม.3 รุมทำร้ายและบังคับให้กราบเท้า ว่า ได้สั่งให้สถานพินิจฯลำปาง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า โรงเรียนดังกล่าวสอนตั้งแต่ชั้น อ.1 – ม.3 เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเดือน ธ.ค.61 – ม.ค.62  โดยด้านคดีอาญาอยู่ระหว่างการสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน

ตำรวจ สภ.เกาะคา แจ้งว่ามีผู้เสียหายแจ้งความรวม 3 ราย เหตุเกิดต่างกรรมต่างวาระ คาดว่ามีกลุ่มเยาวชนผู้ต้องหา 16 – 18 ราย และแจ้งการดำเนินคดีและจะส่งตัวผู้ต้องหามายังสถานพินิจฯลำปาง ในวันที่ 6 – 15 ก.พ. เบื้องต้นได้หารือกับ ผอ.โรงเรียน เพื่อหามาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาแล้ว ทั้งยังให้ทีมจิตแพทย์ประเมินสภาพจิตใจด้วย

อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวอีกว่า ได้ไปพบครอบครัวผู้เสียหายเพื่อแจ้งสิทธิที่พึงได้รับตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา 2544 พร้อมทั้งประสานพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อช่วยใช้ประกอบการรับสิทธิคัดเอกสารสำหรับใช้ประกอบการรับสิทธิแล้ว ส่วนมาตรการด้านการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนั้น เบื้องต้นจะมจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทใ โดยมีดรงเรียนที่เกิดเรื่องเข้าร่วมเป็นโรงเรียนที่ 7 ในโครงการด้วย  สำหรับ มาตรการพิเศษแทนการดําเนินคดีอาญา หมายถึง มาตรการทางเลือกที่ใช้กระบวนการจัดทําแผนแก้ไขบําบัดฟื้นฟูในคดีที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนอาจกลับตนเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องฟ้อง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนดเพื่อการแก้ไขปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหรือเยาวชน การบรรเทาผลร้าย ทดแทนหรือชดเชยความเสียหาย สร้างความปลอดภัยหรือความสงบสุขแก่ชุมชนและสังคม และเสนอแผนดังกล่าวให้พนักงานอัยการพิจารณา ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักจะให้เยาวชนที่กระทำผิดเข้ารับการฝึกอบรม หรือเข้าค่ายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนได้รับการบำบัด แก้ไข ฟื้นฟู ป้องกัน พัฒนา และสงเคราะห์.
ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th

บุกช่วยเหลือผู้ป่วยถูกขังโชคชัย4

บุกช่วยเหลือผู้ป่วยถูกขังโชคชัย4

บุกช่วยเหลือผู้ป่วยถูกขังโชคชัย4

บุกช่วยเหลือผู้ป่วยถูกขังโชคชัย4

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ นางปวีณา หงสกุล พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัยพร้อมเจ้าหน้าที่นำหมายค้นเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง บริเวณโชคชัยสี่ 14 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ หลังพบว่ามีคนถูกกักขังอยู่ในอาคารดังกล่าวมาเป็นเวลานาน โดยมีเจ้าหน้าที่จาก รพ.ยันฮี ร่วมให้การช่วยเหลือด้วย    ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์สูง 3 ชั้น หน้าบ้านมีกระถางต้นไม้วางเป็นแนวรั้วให้เหลือทางเดินนิดเดียว ประตูหน้าบ้านปิดล็อกไว้ เจ้าหน้าที่ขอเข้าตรวจค้น พบหญิงชราอายุประมาณ 60 ปีออกมาเปิดรับ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปภายในบ้านพบชายวัยประมาณ 30-40 ปี สภาพพิการนอนอยู่ที่พื้นของบ้านสภาพเปลือยท่อนล่าง ใส่เสื้อยืดปกปิดท่อนบนเท่านั้น ภายในบ้านเต็มไปด้วยซากขยะส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งออกมา ทางเจ้าหน้าที่รพ.ได้นำร่างชายดังกล่าวส่งขึ้นรถรพ.ยันฮี ทันที โดยทางหญิงชราคนดังกล่าวซึ่งอ้างตัวว่าเป็นแม่ของผู้ป่วยได้ขึ้นรถไปรพ.ด้วย  ด้านเพื่อนบ้านใกล้เคียง เปิดเผยว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของหญิงชรา ซึ่งไม่ได้ทอดทิ้งผู้ป่วย ทุกวันหญิงคนดังกล่าวก็จะนำอาหารมาให้พร้อมทั้งอยู่ดูแลผู้ป่วยเสมอ โดยอยู่ดูแลกันมากว่า 30 ปีแล้ว ทางเพื่อนบ้านไม่เคยได้ยินเสียงผู้ป่วยร้องครวญครางเพราะถูกทรมานแต่อย่างใด นอกจากนี้หญิงชรายังนำกระถางมาตั้งไว้ เพราะก่อนหน้านี้มีคนมาหลบฝนหน้าบ้าน แล้วถูกผู้ป่วยเอื้อมมือออกมาจับขาคนที่หลบฝนได้รับความตกใจ จึงนำกระถางมาตั้งบังไว้  นางปวีณา กล่าวว่า ตนได้รับแจ้งจากพลเมืองดีเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาว่ามีชายถูกกักขังในบ้านหลังดังกล่าว ส่งเสียงร้องออกมา บางทีมีคนไปหลบฝนตรงหน้าบ้านก็มีมือยื่นจากซี่กรงเหล็กมาจับขาคนหลบฝน โดยมีหญิงชรานำอาหารมาส่งแขวนไว้หน้าบ้าน จะมีมือเอื้อมจากในบ้านมาหยิบไป จึงประสานทางสน.โชคชัยให้มาร่วมตรวจสอบ   พ.ต.อ.สุพล กล่าวว่า เบื้องต้น เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบชายคนดังกล่าวนอนอยู่ที่พื้นชั้น1 เจ้าหน้าที่จึงให้การช่วยเหลือ ขั้นตอนจากนี้จะต้องตรวจสอบว่าหญิงชราดังกล่าวเป็นอะไรกับผู้ป่วย เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นแม่ลูกกัน หากตรวจสอบพบว่ามีลักษณะเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยวก็สามารถดำเนินคดีได้ แม้จะเป็นแม่ลูกกันจริงๆ กฎหมายก็ไม่ละเว้น อย่างไรก็ตาม จากนี้จะประสานทางสำนักงานเขตลาดพร้าวเข้าตรวจสอบบ้าน เนื่องจากสุขอนามัยในบ้านค่อนข้างแย่ จากนี้ทางเขตอาจแจ้งความดำเนินคดีกับทางตำรวจได้ ส่วนผู้ป่วยนั้นจะต้องให้ทางโรงพยาบาลตรวจสอบว่าป่วยเป็นโรคใดต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา  http://www.komchadluek.net

ผัววัย19ขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายอีแต๊กดับสยอง

ผัววัย19ขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายอีแต๊กดับสยอง

ผัววัย19ขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายอีแต๊กดับสยอง

ผัววัย19ขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายอีแต๊กดับสยอง

สลด! เมียกอดศพร่ำไห้ ผัววัย 19 ปี ขี่มอเตอร์ไซค์ชนท้ายรถอีแต๊กดับสยอง

อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถอีแต๊ก มีผู้เสียชีวิตคาที่ 1 ราย ภรรยาเห็นสามีเสียชีวิตกอดศพร่ำไห้ ชาวบ้านบอกเคราะห์ดีวันนี้ผู้ตายไม่เอาลูกน้อยมาด้วย

1 ก.พ.62 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.ศราวุธ บุตรดีคง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถไถเดินตามมีผู้เสียชีวิตคาที่ บริเวณถนนทางหลวงชนบท นพ.3055 (สายหนองเซา-เหล่าภูมี) บ้านใหม่แสงอรุณ หมู่ 11 ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม จึงประสานแพทย์เวร รพ.นครพนม รุดไปตรวจสอบพร้อมรถกู้ชีพ อบต.ท่าค้อ หน่วยกู้ภัยสว่างนาวาธาตุพนมจุดเมือง

ที่เกิดเหตุอยู่ปากซอยประสานใจ พบรถจยย.ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีดำแดง ทะเบียน 1 กฉ 8727 นครพนม สภาพล้มคว่ำตะแคง สภาพหน้ารถพังยับเยิน ในซากรถพบศพ นายวุฒิชัย อายุ 19 ปี ศีรษะยังสวมหมวกกันน็อกสีดำคาอยู่ ตาขวาและตาซ้ายปิด คางมีบาดแผลฉกรรจ์ หน้าแข้งสองข้างมีบาดแผลถลอกหลายจุด เลือดทะลักปากไหล

ห่างจากจุดพบศพประมาณ 100 เมตร มีรถไถนาเดินตามหรือรถอีแต๊ก ท้ายกระบะบรรทุกเศษไม้เต็มคัน มีหลักฐานเป็นเศษชิ้นส่วนรถจยย.กระเด็นตกอยู่ ส่วนคนขับรถอีแตกทราบต่อมาว่าชื่อ ด.ช.เอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังเกิดเหตุมีอาการตื่นตระหนกตกใจ จอดรถทิ้งไว้ในที่นาแล้วเผ่นหนี ปล่อยให้บิดาของ ด.ช.เอ มารอให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า รถจยย.ที่มีนายวุฒิชัยเป็นคนขับ จะออกจากบ้านเพื่อไปรับภรรยาที่ทำงานเป็นพนักงานร้านไก่ทอดชื่อดังซึ่งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ถนนบายพาส สันนิษฐานว่าอาจขับมาด้วยความเร็วสูง

เป็นจังหวะเดียวกับที่ ด.ช.เอ จะเลี้ยวรถอีแต๊ก เพื่อนำเศษไม้ที่บรรทุกเต็มท้ายรถไปไว้หน้าเตาเผาถ่าน ผู้ตายอาจจะหยุดรถไม่ทัน จึงพุ่งชนท้ายอย่างจังเป็นเหตุให้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนจะประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจเก็บหลักฐาน เพื่อสอบสวนสาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

หลังเกิดเหตุมีภรรยาของผู้ตาย ทราบข่าวจากญาติไปรับตัวมาดูศพสามี พอมาเห็นศพโผเข้ากอดศพร่ำไห้ปานจะขาดใจ เจ้าหน้าที่ต้องประคองกลับบ้าน พร้อมนำแอมโมเนียมาให้สูดดม หวั่นจะเป็นลมล้มพับ ซึ่งชาวบ้านระบุว่า ปกตินายวุฒิชัยจะนำลูกน้อยวัย 1-2 ขวบหิ้วใส่หน้าอกขับรถไปมาในหมู่บ้านและบางครั้งก็หิ้วไปรับภรรยา แต่วันนี้โชคดีที่ฝากลูกน้อยไว้กับผู้เป็นย่า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับจุดเกิดเหตุเป็นถนนสายรอง ที่มีผู้สัญจรไปมาพลุกพล่านช่วงเวลาค่ำคืนไม่มีแสงสว่าง จึงเป็นจุดเสี่ยงอันตรายอยู่ใกล้กับทางโค้ง กระทั่งเกิดเหตุสลดซ้ำซ้อนดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

บาห์เรนยื่นเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

บาห์เรนยื่นเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

บาห์เรนยื่นเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

บาห์เรนยื่นเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

บาห์เรนขอส่งตัว’ฮาคีม’ผู้ร้ายข้ามเเดน ยังรอผลพิจารณา
อธ.อัยการต่างประเทศ เผย บาห์เรนยื่นเรื่องขอส่งตัว “ฮาคีม” เป็นผู้ร้ายข้ามเเดนมาเเล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ เผยสุดท้ายเเล้วสิทธิส่งตัวหรือไม่ส่งอยู่ที่ “นายกฯตู่” ตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้กล่าวถึงความคืบหน้า ในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.61 ขออนุญาตขัง นายฮาคีม อัล อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน และผู้ลี้ภัยประเทศออสเตรเลียเป็นเวลา 60 วัน ตามหมายจับส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรออัยการยื่นคำร้องขอศาลไต่สวนว่าจะส่งนายฮาคีมเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาร์เรนหรือไม่ว่า ขณะนี้ทางอัยการได้รับคำร้องจากประเทศบาห์เรนในการขอตัว นายฮาคีม เป็นผู้ร้ายข้ามเเดนกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งทางอัยการก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าคำร้องจะเข้าหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามเเดนของประเทศไทยหรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งถ้าเราพิจารณาเเล้วว่าคดีเข้าหลักเกณฑ์ที่จะส่งผู้ร้ายข้ามเเดนได้ เราก็จะต้องยื่นคำร้องภายใน 60 วัน นับเเต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฝากขังนายฮาคิมไว้ หากเราพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์ในการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเราก็จะต้องยื่นให้ทันใน 60 วัน ซึ่งจะครบกำหนดช่วงสัปดาห์หน้า เเต่ถ้าเราพิจารณาเเล้วว่า กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็จะไม่ยื่นคำร้อง ซึ่งเมื่อครบกำหนดฝากขัง 60 วันแล้ว ศาลก็จะต้องปล่อยตัวนายฮาคีม หรือ ทางอัยการสำนักงานต่างประเทศอาจจะยื่นคำร้องต่อศาลว่า อัยการพิจารณาเเล้วกรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ศาลก็ปล่อยตัวนายฮาคิมเป็นอิสระ

เมื่อถามถึงกรณีที่นางนะคา เซไตฮ์ ภรรยานายฮาคิม ส่งผู้รับมอบอำนาจยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาส่งตัวนายฮาคิมไปยังประเทศออสเตรเลียในสถานะผู้ลี้ภัยโดยอ้างหลักมนุษยธรรม และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีร่วมอยู่ด้วยจะสามารถทำได้หรือไม่หากอัยการมีการยื่นคำร้องต่อศาลไปเเล้ว

นายชัชชม กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายบริหารมีความเห็นว่าไม่ควรส่งนายฮาคิมเป็นผู้ร้ายข้ามเเดนตามคำร้องขอของประเทศบาห์เรน หากทางอัยการมีความเห็นว่าเข้าเกณฑ์ส่งผู้ร้ายข้ามเเดนเเละยื่นคำร้องต่อศาลไปเเล้ว ทางอัยการก็คงจะต้องถอนคำร้องขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามเเดนจากศาลตามที่บาห์เรนร้องขอที่เราได้ยื่นต่อศาลออกมา ส่วนกรณีที่หากเรายื่นไปเเละศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ขังไว้เพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามเเดนต่อไปเเล้ว ฝ่ายบริหารก็ยังมีอำนาจที่จะไม่ส่งไปยังประเทศที่ร้องขอไว้ได้ เพราะเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามเเดนมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอยู่ด้วย ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจตามกฎหมายตรงนี้… ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายฮาคีมนั้นมีหมายจับแดงของตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ฐานทำลายทรัพย์สินของประเทศบาห์เรน ในความผิดตามกฎหมายของประเทศบาห์เรน ในความผิดฐาน 1.ลอบวางเพลิงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 2.ชุมนุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (มากกว่า 5 คน) ในสถานที่สาธารณะและใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่ออาชญากรรมและก่อกวนความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3.ครอบครองวัตถุไวไฟ (ระเบิดขวด) เพื่อวัตถุประสงค์ในการก่ออันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 4.ทำให้รถยนต์ส่วนบุคคลของผู้อื่นเสียหาย ซึ่งนายฮาคิมมีสัญชาติบาห์เรน แต่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตัวนายฮาคีมให้การปฏิเสธมาตลอดว่า ข้อกล่าวหาที่มีการกล่าวหานายฮาคิมในขณะวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่ทำการแข่งฟุตบอลอยู่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th

มือปืนระดับพระกาฬพรุนทั้งร่างดับอนาถ

มือปืนระดับพระกาฬพรุนทั้งร่างดับอนาถ

มือปืนระดับพระกาฬพรุนทั้งร่างดับอนาถ

มือปืนระดับพระกาฬพรุนทั้งร่างดับอนาถ

ออกจากคุกมาตาย “มือปืนระดับพระกาฬ” บุกยิงถล่ม “ขาใหญ่” พรุนทั้งร่างดับอนาถ

(30 ม.ค.62) ร.ต.อ.สรพิศ คงพุ่ม รอง สว.(สอบสวน) สภ.ลำทับ จ.กระบี่ รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บ้านเลขที่ 61 หมู่ 5 ต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ แล้วพร้อมด้วย พ.ต.อ.พิษณุ อัชนะพรกุล ผกก.สภ.ลำทับ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จ.กระบี่ แพทย์เวร รพ.ลำทับ กู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา รุดไปยังที่เกิดเหตุ

บ้านที่เกิดเหตุ เป็นบ้านลักษณะห้องแถว เปิดเป็นร้านขายของชำ ลานปูนตรงประตูหน้าบ้านพบศพ นายพงศ์พิพัฒน์ อายุ 32 ปี เจ้าของบ้านถูกยิงเสียชีวิตนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด สวมกางเกงขาสั้นสีแดง เสื้อยืดคอกลมสีเหลือง ตามตัวมีรอยสักเต็มตัว ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้ากลางหลัง 1 นัด มีบาดแผลจากกระสุนลูกปรายมากกว่า 20 แผล กกหูซ้ายมีรูกระสุน 1 นัด ที่เอวผู้ตายพกอาวุธมีด 1 เล่ม ที่เกิดเหตุพบทับกระสุนปืนลูกซองตกอยู่ 1 ชิ้น หัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. 2 หัว จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังพบคนเจ็บอีก 1 คน คือนายบอย (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ถูกเม็ดกระสุนลูกปรายจากปืนลูกซองเข้าที่ปลายคาง 1 แผล บาดเจ็บเล็กน้อย จนท.กู้ภัย เร่งนำตัวส่งรพ.

เบื้องต้นสอบสวนคนเจ็บ ทราบว่าก่อนเกิดเหตุ มีคนโทรมาตามให้ผู้ตายไปเอารถ จยย.ในพื้นที่ อ.คลองท่อม จึงชวนตนไปเป็นเพื่อ เพื่อไปเอารถกลับมาถึงหน้าบ้านที่เกิดเหตุ ระหว่างกำลังจอดรถ ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด มาจากสวนปาล์มใกล้บ้าน ตนจึงรีบวิ่งหลบคมกระสุน กระทั่งเสียงปืนเงียบ ก็พบผู้ตายถูกยิงเสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบประวัติ พบผู้ตายเคยมีประวัติต้องโทษในคดียาเสพติดมาแล้วหลายครั้ง เพิ่งพ้นโทษออกมาได้ปีเศษ ซึ่งในช่วงที่ผู้ตายต้องโทษ ทราบว่าเป็นขาใหญ่คนหนึ่งในเรือนจำ โดยมุ่งปมสังหารไปที่เรื่องขัดแย้งปัญหายาเสพติดกับกลุ่มคนร้าย ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ใช้ปืนอย่างน้อย 2 กระบอก มาดักซุ่มรอผู้ตายอยู่ในสวนปาล์ม โดยตำรวจเชื่อว่ากลุ่มคนร้าย น่าจะเป็นมือปืนระดับพระกาฬที่วางแผนมาเป็นอย่างดี

ตำรวจเตรียมนำตัวคนเจ็บมาสอบปากคำอีกครั้ง เนื่องจากเป็นพยานสำคัญที่อยู่ในเหตุการณ์ รวมทั้งจะนำตัวภรรยา และญาติผู้ตายมาสอบสวน หาสาเหตุ นอกจากนี้จะเร่งติดตามตัวผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่อาจจะโทรศัพท์มาลวงให้ผู้ตายออกไปเอารถ จยย.เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนร้ายมาดักซุ่มรอสังหาร ซึ่งชุดสืบสวนจะเร่งติดตามตัวมาสอบสวนต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

หนุ่มใหญ่หายในป่าสุดท้ายพบเป็นศพ

หนุ่มใหญ่หายในป่าสุดท้ายพบเป็นศพ

หนุ่มใหญ่หายในป่าสุดท้ายพบเป็นศพ

หนุ่มใหญ่หายในป่าสุดท้ายพบเป็นศพ

หนุ่มใหญ่หายในป่านานกว่า 10 วัน สุดท้ายพบศพถูกยิง

ตำรวจลำปางพบศพหนุ่มใหญ่ ตามหานานกว่า 10 วัน พบศพอยู่บนเขาสูงที่แท้ถูกยิง คาดกลุ่มเพื่อนเข้าป่าด้วยกันคิดว่าเป็นสัตว์ป่า
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 62 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.รัฐการ สุรงคบพิตร ผกก.สภ.บ้านเอื้อม จ.ลำปาง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.กิตติพงษ์ กังวาลไกล รองผกก.สส.สภ.บ้านเอื้อม พร้อมชุดสืบสวนเร่งหาหลักฐานสืบสวนสวนเพื่อเร่งคลี่คลายคดี

ภายหลังพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเอื้อม แพทย์เวรชันสูตรโรงพยาบาลศูนย์ลำปาง กำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแจ้ซ้อน เจ้าหน้าที่ศูนย์ ปภ.เขต 10 ลำปาง เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยพร้อมพระภิกษุจำนวน 4 รูป ได้เดินทางเข้าไปชันสูตรพลิกศพนายเสน่ห์ เหล็กดี อายุ 51 ปี ที่หายตัวไปจากบ้านไปหาของตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.62 ที่ผ่านมาบริเวณในป่าเขตติดต่อระหว่างตำบลบ้านค่า อ.เมืองลำปาง-ตำบลทุ่งกว๋าว อ.เมืองปาน ในเบื้องต้นแพทย์ได้ทำการชันสูตรพลิกศพ พบว่าผู้เสียชีวิตถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองยิงเข้าบริเวณลำคอ และขมับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานที่เกิดเหตุรวมถึงตรวจสอบ และนำอาวุธปืนลูกซองยาวที่ตกอยู่ใกล้ศพ เพื่อไปพิสูจน์เก็บรอยนิ้วมือแฝง และหลังจากพบศพทางญาติได้นิมนต์พระภิกษุจำนวน 4 รูป ประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณนายเสน่ห์ ออกจากที่เกิดเหตุ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

โดยมีการลำเลียงศพออกจากป่าทางเรือท้องแบนของศูนย์ ปภ.เขต 10 ลำปางมาตามลำน้ำเขื่อนแม่นึง ออกมายังสันเขื่อนโดยถึงบริเวณสันเขื่อน ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง เนื่องจากจุดที่พบศพอยู่ในสันเขาลึกเข้าไปประมาณ 4 กม. เจ้าหน้าที่ต้องนำศพลงมาอย่างยากลำบาก

จากการสันนิษฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าก่อนเกิดเหตุนายเสน่ห์ เข้าป่าไปล่าสัตว์กับเพื่อนๆ ขณะดักซุ่มล่าสัตว์อยู่ในป่า เพื่อนที่ไปด้วยกันคิดว่านายเสน่ห์ เป็นสัตว์จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่จนเสียชีวิตอยู่ในป่านานถึง 16 วัน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ออกตามหาพบว่าถูกยิงกลายเป็นศพดังกล่าว ขณะนี้ทางชุดสืบสวน สภ.บ้านเอื้อม นำโดย พ.ต.ท.กิตติพงษ์ กังวาลไกล รองผกก.สส.สภ.บ้านเอื้อม กำลังรวบรวมพยานหลักฐานและทำการสืบสวนผู้ต้องสงสัย 2 คน ซึ่งทราบว่าได้เข้าป่าไปล่าสัตว์ด้วยกันกับผู้ตาย ความคืบหน้าของคดี ผู้สื่อข่าวจะรายงานต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://news.mthai.com

พริตตี้-แคนดี้ รู้เห็นด้วยหรือไม่ปมฆ่าเสี่ยชูวงษ์

พริตตี้-แคนดี้

พริตตี้-แคนดี้

พริตตี้-แคนดี้

เล็งสอบ พริตตี้-แคดดี้ โยง บรรยิน ตั้งภากรณ์ รู้เห็นฆ่าเสี่ยชูวงษ์ ด้วยหรือไม่

วันที่ 30 มิถุนายน 2559 พ.ต.อ. จิรภพ ภูริเดช ผู้กำกับการ 1 กองปราบปราม (ผกก.1 บก.ป.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลจังหวัดพระโขนง มีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว พ.ต.ท. บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ต้องหาในคดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กังวลว่า พ.ต.ท. บรรยิน จะหลบหนีออกนอกประเทศ เนื่องจากศาลได้ใช้ดุลยพินิจและพิเคราะห์แล้ว และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีมาตรการรองรับในส่วนนี้

ทั้งนี้ คาดว่าอีก 1 เดือน จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการสั่งฟ้องได้ อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้จะมีผู้ต้องหาที่ร่วมมือกับ พ.ต.ท. บรรยิน หรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมไปถึง น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล พริตตี้รถยนต์และโบรกเกอร์สาว และ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล แคดดี้ที่สนามกอล์ฟ ว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

ฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี ปิดคดีฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี นำ 2 เพื่อนร่วมชาติฝากขัง-ค้านประกันตัว

ฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี  

ปิดคดีฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี นำ 2 เพื่อนร่วมชาติฝากขัง-ค้านประกันตัว 

ฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี

 ฆ่าหั่นศพหนุ่มเกาหลี

เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว 2 หนุ่มเกาหลีฆ่าหั่นศพเพื่อนร่วมชาติ ปมขัดแย้งพนันออนไลน์ ฝากขังศาลระยองผัดแรก พร้อมค้านประกันตัว 

จากกรณีสะเทือนขวัญ นายโช มายฮูน ชาวเกาหลีใต้ ถูกเพื่อนร่วมชาติฆ่าหั่นศพ ก่อนแบ่งใส่ถุง-กระเป๋าเดินทางนำไปทิ้งในพื้นที่ป่าสงวนหนองสนม ซอยศาลเจ้า ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง สาเหตุจากปมขัดแย้งเรื่องพนันออนไลน์ โดยผู้ต้องหารายที่ 1 ติดต่อสถานทูตเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้น เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหารายที่ 2 ได้ขณะกำลังผ่านแดนไปเขมร ก่อนจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

ความคืบหน้าสุด วันที่ 26 มกราคม 2562 เว็บไซต์เวิร์คพอยท์นิวส์ รายงานว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองระยอง ได้นำตัว นายคิม ซาง ฮุน และ นายคิม ฮอน อุน 2 ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นและอำพรางศพ ไปฝากขังผัดแรกที่ศาล จ.ระยอง

นอกจากนี้ รายงานเผยว่า พนักงานสอบสวนยื่นคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญของประชาชน อีกทั้ง ผู้ต้องหายังเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศไทย จึงหวั่นเกรงว่าจะหลบหนีได้

โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย อยู่ในสภาพอิดโรย และอ่อนเพลีย เนื่องจากถูกสอบปากคำทั้งคืน รวมทั้งถูกนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพชี้ที่จุดเกิดเหตุ นอกจากนี้ นายคิม ฮอน อุน ผู้ต้องหาที่ 2 ยังพบว่ามีอาการไข้ตัวร้อน ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ยากินแล้ว คาดว่าสาเหตุจากสภาพอากาศและความเครียด 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

 …