เข้าทรงกันจะจะ “พ่อปู่นารายณ์” นั่งให้สัมภาษณ์นักข่าว ปมฉาวพิธีสวิงแก้เคล็ด

เข้าทรงกันจะจะ จากกรณีนักธุรกิจสาวใหญ่อ้างถูกชายที่เป็นร่างทรงหลวงลวงทรัพย์สิน

เข้าทรงกันจะจะ สื่อมวลชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พากันเดินทางไปทำข่าวที่บ้านของ นายวิษณุ อายุ 57 ปี บริเวณพื้นที่บ้านห้วยป๊อกจ่าน โดยขณะเดินทางไปถึงพบนายวิษณุ อยู่กับบุตรชายอายุขวบเศษ ส่วนภรรยาคือนางอัฐชรภรณ์ ไม่อยู่ ไปทำงานนอกบ้าน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวขออนุญาตทำข่าว เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งสองด้าน พบว่า นายวิษณุ ได้อ้างว่า พ่อปู่นารายณ์ ไม่อนุญาตให้เปิดเผยข่าวแก่สื่อมวลชน และจะสามารถให้ข่าวได้ต่อเมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 7 วัน โดยนับเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ (17 ธ.ค.) เป็นต้นไป

เข้าทรงกันจะจะ

อย่างไรก็ตามทางผู้สื่อข่าว ได้พยายามที่จะขอสัมภาษณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลก็ขอให้ยอมออกมาเปิดปากว่า ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ ต่อมา นายวิษณุ ได้ถูกพ่อปู่นารายณ์เข้าทรงเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชน โดยทางพ่อปู่ในร่างทรงระบุว่า ข่าวทำให้เสียหายหนัก จึงต้องการให้หยุดการนำเสนอข่าวไว้ก่อน แถมยังได้มีการสั่งสอนให้ทำแต่ความดี

ละเว้นความชั่ว ซึ่งในระหว่างการให้สัมภาษณ์ผ่านร่างทรงนั้น บุตรชายของนายวิษณุ ได้วิ่งเข้ามาหาบิดา บ่อยครั้งทำให้การให้สัมภาษณ์ต้องหยุดชะงัก และเป็นที่ที่น่าสังเกตว่าทันทีที่เด็กวิ่งเข้าไปหา พ่อปู่จะออกจากร่างทรงทันทีและเมื่อกันเด็กออกไปไปพ่อปู่ก็เข้าสิงร่างทันทีโดยเด็กได้มีการวิ่งเข้าไปหานายวิษณุ ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง

ก่อนหน้าที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ นายวิษณุ ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนและระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีนายตำรวจระดับสูงใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาพบและขอให้ยุติการให้ข่าว เนื่องจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจังหวัดได้ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น นายวิษณุ ยังได้กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความอิจฉาริษยาของเจ้าทุกข์ ที่เห็นว่าตัวเองมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักขึ้นมา ซึ่งได้มีการสร้างเสร็จไปไม่ถึงเดือน ซึ่งก่อนหน้านั้นตนเคยไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเจ้าทุกข์จริง

ด้านเจ้าทุกข์ ที่เข้าแจ้งความระบุต่อสื่อมวลชนว่า มีผู้หญิงที่ถูกลวนลามและกระทำในรูปแบบที่ตนเองประสบอีกเป็นจำนวนมาก มีทั้งแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมือง ภรรยาข้าราชการ ภรรยาของพ่อค้านักธุรกิจ ซึ่งตนเองมีรายชื่อในมือ แต่ยังไม่ยอมเปิดเผย

เพียงแต่อย่างให้คนที่โดนแบบตน ให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวต่อต่อผู้ถูกกล่าวหาโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ช่วยกันสกัดกั้นไม่ให้มีการกระทำผิดแบบนั้นเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย และตนยอมที่จะถูกเยาะเย้ยถากถางจากสังคม เพียงเพื่อให้กระบวนการบัดสีดังกล่าวหยุดลงอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ธนพล บินทะปัญญา ผกก.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสังเกตการณ์บ้านเป้าหมายอย่างใกล้ชิด หากทางตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ แจ้งขอความร่วมมือมายังแม่ฮ่องสอนก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในทันที อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าว

กรณีที่มีการให้ข้อมูลว่ามีผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ และส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งเรื่องดังกล่าว อยู่ที่ผู้เสียหายจะเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งหากมีการเข้าร้องทุกข์ ทางเจ้าหน้าที่จะรับรองความปลอดภัยและรักษาความลับไม่ให้แพร่งพรายไปยังที่อื่นอย่างเด็ดขาด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *