เข้าทรงกันจะจะ “พ่อปู่นารายณ์” นั่งให้สัมภาษณ์นักข่าว ปมฉาวพิธีสวิงแก้เคล็ด

เข้าทรงกันจะจะ จากกรณีนักธุรกิจสาวใหญ่อ้างถูกชายที่เป็นร่างทรงหลวงลวงทรัพย์สิน

เข้าทรงกันจะจะ สื่อมวลชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พากันเดินทางไปทำข่าวที่บ้านของ นายวิษณุ อายุ 57 ปี บริเวณพื้นที่บ้านห้วยป๊อกจ่าน โดยขณะเดินทางไปถึงพบนายวิษณุ อยู่กับบุตรชายอายุขวบเศษ ส่วนภรรยาคือนางอัฐชรภรณ์ ไม่อยู่ ไปทำงานนอกบ้าน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวขออนุญาตทำข่าว เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้นทั้งสองด้าน พบว่า นายวิษณุ ได้อ้างว่า พ่อปู่นารายณ์ ไม่อนุญาตให้เปิดเผยข่าวแก่สื่อมวลชน และจะสามารถให้ข่าวได้ต่อเมื่อเวลาผ่านไปจนครบ 7 วัน โดยนับเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ (17 ธ.ค.) เป็นต้นไป

เข้าทรงกันจะจะ

อย่างไรก็ตามทางผู้สื่อข่าว ได้พยายามที่จะขอสัมภาษณ์ ถึงแม้ว่าจะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลก็ขอให้ยอมออกมาเปิดปากว่า ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ ต่อมา นายวิษณุ ได้ถูกพ่อปู่นารายณ์เข้าทรงเพื่อตอบคำถามสื่อมวลชน โดยทางพ่อปู่ในร่างทรงระบุว่า ข่าวทำให้เสียหายหนัก จึงต้องการให้หยุดการนำเสนอข่าวไว้ก่อน แถมยังได้มีการสั่งสอนให้ทำแต่ความดี

ละเว้นความชั่ว ซึ่งในระหว่างการให้สัมภาษณ์ผ่านร่างทรงนั้น บุตรชายของนายวิษณุ ได้วิ่งเข้ามาหาบิดา บ่อยครั้งทำให้การให้สัมภาษณ์ต้องหยุดชะงัก และเป็นที่ที่น่าสังเกตว่าทันทีที่เด็กวิ่งเข้าไปหา พ่อปู่จะออกจากร่างทรงทันทีและเมื่อกันเด็กออกไปไปพ่อปู่ก็เข้าสิงร่างทันทีโดยเด็กได้มีการวิ่งเข้าไปหานายวิษณุ ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง

ก่อนหน้าที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ นายวิษณุ ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนและระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีนายตำรวจระดับสูงใน จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาพบและขอให้ยุติการให้ข่าว เนื่องจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของจังหวัดได้ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้น นายวิษณุ ยังได้กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความอิจฉาริษยาของเจ้าทุกข์ ที่เห็นว่าตัวเองมาซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักขึ้นมา ซึ่งได้มีการสร้างเสร็จไปไม่ถึงเดือน ซึ่งก่อนหน้านั้นตนเคยไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเจ้าทุกข์จริง

ด้านเจ้าทุกข์ ที่เข้าแจ้งความระบุต่อสื่อมวลชนว่า มีผู้หญิงที่ถูกลวนลามและกระทำในรูปแบบที่ตนเองประสบอีกเป็นจำนวนมาก มีทั้งแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมือง ภรรยาข้าราชการ ภรรยาของพ่อค้านักธุรกิจ ซึ่งตนเองมีรายชื่อในมือ แต่ยังไม่ยอมเปิดเผย

เพียงแต่อย่างให้คนที่โดนแบบตน ให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวต่อต่อผู้ถูกกล่าวหาโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ช่วยกันสกัดกั้นไม่ให้มีการกระทำผิดแบบนั้นเกิดขึ้นอีกในสังคมไทย และตนยอมที่จะถูกเยาะเย้ยถากถางจากสังคม เพียงเพื่อให้กระบวนการบัดสีดังกล่าวหยุดลงอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ธนพล บินทะปัญญา ผกก.สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองแม่ฮ่องสอน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปสังเกตการณ์บ้านเป้าหมายอย่างใกล้ชิด หากทางตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ แจ้งขอความร่วมมือมายังแม่ฮ่องสอนก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในทันที อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าว

กรณีที่มีการให้ข้อมูลว่ามีผู้หญิงอีกเป็นจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ และส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งเรื่องดังกล่าว อยู่ที่ผู้เสียหายจะเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งหากมีการเข้าร้องทุกข์ ทางเจ้าหน้าที่จะรับรองความปลอดภัยและรักษาความลับไม่ให้แพร่งพรายไปยังที่อื่นอย่างเด็ดขาด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวบสจ๊วต สายการบินดัง ตุ๋นขายแบรนด์เนมหรู เอาเงินไปซื้อที่กว่า 80 ไร่

รวบสจ๊วต สายการบินดัง ตำรวจ ปอท. รวบอดีตสจ๊วตสายการบินดัง หลอกขายสินค้าแบรนด์เนมทางออนไลน์ นำเงินกว่า 7 ล้านซื้อที่ดินเกือบ 100 ไร่

รวบสจ๊วต สายการบินดัง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับตำรวจ ปอท.แถลงจับกุม นายอุเทน อดีตสจ๊วตสายการบินโลว์คอสต์แห่งหนึ่ง

ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกลวงขายสินค้าแบรนด์เนมทางออนไลน์ ไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริต หลอกลวง และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รวบสจ๊วต

ผู้เสียหายเล่าว่านายอุเทน มีพฤติกรรมเป็นพ่อค้าขายของทางออนไลน์ผ่านทางเฟสบุ๊ก และอินสตราแกรมส่วนตัว ซึ่งทั้งหมดเป็นสินค้าแบรนด์เนม โดยมีทั้งรับฝากขายและสั่งซื้อ หรือสั่งพรีออเดอร์ ซึ่งผู้เสียจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า แต่กลับไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง เมื่อทวงถามนายอุเทน ก็จะบ่ายเบี่ยงอ้างเหตุผลต่างๆ นานา ก่อนจะไม่สามารถติดต่อได้

ส่วนสาเหตุที่หลงเชื่อนายอุเทน เนื่องจากนายอุเทนมีอาชีพเป็นสจ๊วตสายการบินที่น่าเชื่อถือ มีการรีวิวรูปภาพสินค้าที่ส่งให้กับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4-5 ปี

อีกทั้งมีคนใกล้ชิดที่เคยได้รับสินค้าแนะนำให้ฝากขายและสั่งซื้อกับนายอุเทน เนื่องจากมีหน้าร้านเป็นร้านสักคิ้วของคนใกล้ชิดนายอุเทน เปิดรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต อยู่ภายในซอยสามัคคี กรุงเทพมหานคร

ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า คดีนี้ตำรวจนำหมายศาลเข้าจับกุมตัวได้ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา

จากการสอบสวน นายอุเทน รับสารภาพว่า นำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายรวมกว่า 7 ล้านบาท ไปซื้อที่ดิน เนื้อที่ 80 ไร่ ในจังหวัดเชียงราย

โดยหลังจากนี้ตำรวจจะเร่งขยายผลสืบทรัพย์สินและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ ปปง. ติดตามยืดทรัพย์เพื่อนำเงินมาใช้คืนให้กับผู้เสียหาย

ทั้งนี้ ยังฝากเตือนไปยังวัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรม ขอให้ช่วยสอดส่องและตรวจสอบข้อมูลของประชาชนที่อาจหนีการกระทำความผิด แอบแฝงตัวเข้ามาพักอาศัยในสถานปฏิบัติธรรม

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ตำรวจเร่งคลี่คลายคดี “หนุ่มก่อสร้าง” ถูกฆ่าแขวนคอ ด้านญาติไม่เชื่อฆ่าตัวตาย

ตำรวจเร่งคลี่คลายคดี “หนุ่มก่อสร้าง” ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์เรียกประชุมด่วนชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนเร่งคลี่คลายคดีหนุ่มก่อสร้างถูกฆ่าแขวนคอ

ตำรวจเร่งคลี่คลายคดี พร้อมคุมตัวสองโจ๋ผู้ต้องสงสัยสอบเครียด ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนที่นั่งดื่มเหล้าก่อนที่ผู้ตายจะกลายเป็นศพ ตั้ง 2 ปม ถูกฆาตกรรมอำพราง และอาจฆ่าตัวตาย หลังพบผู้ตายจับกลุ่มกับเพื่อนดมกาว ขณะที่ญาติไม่เชื่อฆ่าตัวตาย

ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่พบศพนายศรัณย์ อายุ 23 ปี ซึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมด้วยการใช้มีดปลายแหลมแทงเข้าที่หน้าท้อง ก่อนที่จะนำศพไปจับแขวนคอเอาไว้บนต้นจามจุรีหน้าบ้านของผู้ตาย สร้างความสยดสยองให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ตำรวจเร่งคลี่คลายคดี

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2561 พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ธีรพัฒน์ ธารีไทย ผกก.สืบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.ท.สุเทพ ภูกัณหา รองผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองกาฬสินธุ์

พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อสอบถามพยานและเก็บหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้านเลขที่ 72/60 ซอยสุขสบาย เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์

รวมทั้งการจำลองเหตุการณ์ความเป็นไปได้ในการปืนต้นไม้ขึ้นไปผูกคอ จากนั้นพล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวน และพนักงานสอบสอนเพื่อเร่งคลี่คลายคดีดังกล่าว

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เก็บหลักฐานและสอบถามพยาน โดยเฉพาะญาติผู้ตายเพิ่มเติมพบว่ารอบบริเวณที่เกิดเหตุมีกระป๋องกาวถูกทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก

อีกทั้งจากการตรวจสอบก็พบว่าก่อนเกิดเหตุผู้ตาย และเพื่อนอีก 2 คน ได้นั่งดื่มสุราและดมกาวอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวเพื่อนของผู้ตายทั้งสองคนสอบปากคำแล้ว

เบื้องต้นทั้งสองให้การไม่เป็นประโยชน์มากนักและปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนายศรัณย์ แต่ยอมรับว่าไปนั่งดื่มเหล้าและดมกาวกับผู้ตายจริง แต่กลับบ้านก่อน

ซึ่งมารู้ข่าวอีกครั้งว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของทั้งสองคน จึงได้ขอความร่วมมือในการตรวจร่างกายและตรวจดีเอ็นเอ

พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งกันสอบถามพยานแวดล้อม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตั้งปมสาเหตุเสียชีวิตครั้งนี้ไว้ 2 ประเด็นคือการฆ่าตัวตาย เนื่องจากสอบถามญาติแล้วพบว่าผู้ตายเคยเสพยาเสพติด

แต่ระยะหลังมาเปลี่ยนมาดมกาว จึงอาจทำให้เกิดอาการประสาทหลอน และประเด็นการถูกฆาตกรรมอำพราง ชนวนเหตุอาจมาจากเรื่องยาเสพติดและชู้สาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังคงให้น้ำหนักทั้งสองประเด็นเป็นหลัก เพราะเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

แต่สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงนั้นจะต้องรอผลตรวจสอบหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ และผลจากการชันสูตรของแพทย์อย่างละเอียดจึงจะสามารถสรุปได้ว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากอะไร อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังคงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่สืบหาข่าวอย่างต่อเนื่อง และเชิญตัวพ่อแม่ของผู้ตายมาสอบปากคำต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานว่าเนื่องจากเป็นคดีดังกล่าวสะเทือนขวัญประชาชน โดยเฉพาะพฤติกรรมของคนร้ายที่ก่อเหตุที่มีความโหดเหี้ยม ทำให้บรรดาญาติและเพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิตต่างจับกลุ่มวิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับสาเหตุการณ์เสียชีวิตของนายศรัณย์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย

จึงต้องการให้ตำรวจ สภ.เมืองกาฬสินธุ์ และชุดสืบสวนเร่งคลี่คลายคดีโดยเร็ว โดยมุ่งปมในเรื่องชู้สาวและยาเสพติด เพราะการฆาตกรรม เหมือนกับกลุ่มคนที่ลงมือมีความแค้นในตัวผู้ตายเป็นอย่างมาก

จึงเป็นไปได้ว่าผู้ตายแอบไปเป็นกิ๊กกับเมียชาวบ้าน หรือผู้ตายไปพบเห็นหรือไปมีส่วนพัวพันในเรื่องของยาเสพติดคนร้ายจึงตามมาฆ่าปิดปากอย่างโหดเหี้ยมเพื่อประกาศศักดา หรือไม่หากเป็นการฆ่าตัวตายก็จะต้องทำความกระจ่างให้กับญาติและสังคมได้รับทราบ

ด้านนายสุเมธี อายุ 20 ปี น้องชายผู้เสียชีวิตกล่าวว่า เท่าที่ดูในที่เกิดเหตุและสภาพศพแล้วตนและญาติไม่เชื่อเด็ดขาดว่าพี่ชายจะฆ่าตัวตาย เนื่องจากก่อนเกิดเหตุพี่ชายบอกว่าอยากไปทำงานที่กรุงเทพฯ เพื่อหาเงินช่วยพ่อแม่และไม่มีอาการหรือท่าทีที่จะฆ่าตัวตาย

แต่ยอมรับว่าพี่ชายนั้นดมกาวจริง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีท่าที่จะฆ่าตัวตาย อีกทั้งในที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะต้นจามจุรี ที่อยู่หน้าบ้านที่พี่ชายถูกผูกคอนั้น ยิ่งทำให้น่าสงสัย เพราะต้นไม้นั้นมีลำต้นขนาดใหญ่ คนปกติไม่สามารถปีนขึ้นไปได้ง่ายๆ และจุดที่ผูกคอสูงจากพื้นกว่า 3 เมตร

เป็นไปไม่ได้เลยว่าพี่ชายจะใช้มีดแทงตัวเองแล้วปีนขึ้นไปใช้เชือกผูกคอตาย เพราะฉะนั้นทางญาติไม่เชื่อว่าจะฆ่าตัวตาย และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

พบแล้ว ศพ “ทหารบก” คาดกระโดดสะพานกรุงธน เมื่อ 3 วันก่อน

พบแล้ว ศพ ทหารบกลอยอืดท่าน้ำเทเวศร์ จนท.คาดเป็นรายเดียวกับที่กระโดดสะพานกรุงธน เมื่อ 3 วันก่อน

พบแล้ว ศพ ชายลอยน้ำมาติดบริเวณท่าน้ำเทเวศร์ จึงประสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้าตรวจสอบพื้นที่ โดยจากการตรวจสอบพบศพเป็นชายสวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์สีดำ เจ้าหน้าที่ได้นำศพขึ้นบริเวณใต้สะพานพระราม 8

พบแล้ว

เมื่อทำการตรวจสอบสิ่งของพบโทรศัพท์มือถือ และบัตรประจำตัวประชาชนระบุชื่อ ร.ต.หยก และบัตรข้าราชการทหารระบุ อายุ 49 ปี

เบื้องต้น ได้นำศพส่งโรงพยาบาลศิริราช เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป โดยตรวจสอบคาดว่าจะเป็นชายคนเดียวกันกับที่กระโดดสะพานกรุงธน(ซังฮี้) เมื่อคืนวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา สน.บางโพ รับแจ้งเหตุ

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เช็ควงจรปิด คืบหน้าญาติร้องพ่อโดนชก-ตกเตียงตาย ยังสรุปผลไม่ได้

เช็ควงจรปิด ภายในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลขอนแก่น หลังญาติผู้ป่วยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบุรุษพยาบาลที่ทำร้ายพ่อ

เช็ควงจรปิด ร.ต.อ.ดร.ชัยยุทธ จันทร์แปลง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า ภายหลังจากเข้าตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดภายในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลขอนแก่น เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังจาก น.ส.ศรินทิพย์ อายุ 45 ปี

ลูกบุญธรรมของนายพินันท์ อายุ 65 ปี แจ้งความดำเนินคดีกับบุรุษพยาบาลของโรงพยาบาลขอนแก่น ในข้อหาทำร้ายร่างกายให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย โดยกล่าวหาว่า บุรุษพยาบาล คนดังกล่าวได้ทำร้ายร่างกายพ่อบุญธรรมด้วยการชกเข้าที่บริเวณใบหน้าจนได้รับบาดเจ็บ ในระหว่างเข้ารับการรักษาอาการป่วย

เช็ควงจรปิด

ร.ต.อ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลขอนแก่นในวันและเวลาเกิดเหตุ โดยการเปิดดูภาพกล้องวงจรปิดในหลายๆ มุม พบว่า เจ้าหน้าที่บุรุษพยาบาลอาจไม่ได้มือชกที่บริเวณใบหน้าผู้ป่วยตามที่ญาติเข้าใจ

แต่เป็นการใช้มือปัดเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยแกะผ้าพันศีรษะออก ซึ่งถ้าหากดูในจอภาพขนาดเล็กอาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการชกเข้าที่บริเวณใบหน้า แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะเดียวกัน ทางพนักงานสอบสวนได้เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมกับสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 3 ปาก เหลือเพียงบุรุษพยาบาลผู้ที่ถูกกล่าวหาที่จะเรียกมาสอบปากคำอีกครั้ง และในช่วงเย็นวันนี้ที่ทางโรงพยาบาลขอนแก่น

พนักงานสอบสวน พร้อมทั้งครอบครัวผู้เสียหาย และสื่อมวลชนได้ร่วมกันตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิด หากผลการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนก็จะไม่ดำเนินการส่งฟ้อง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com/

ปืนมันลั่นไปเอง ! หนุ่มวังสะพุงดวงซวยทำปืนลูกซองลั่นใส่เพื่อนตายหน้าบ้าน

ปืนมันลั่นไปเอง ร.ต.อ.ศิริ พิลาคุณ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังสะพุง จ.เลย ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันมีผู้เสียชีวิตที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง บ้านกกซ้อ หมู่ 4 ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง

ปืนมันลั่นไปเอง เมื่อรับแจ้งได้รายงานให้ พ.ต.อ.วรการ บุญประคอง ผกก.กก.สส.ภ.จว.เลย รักาการ ผกก.สภ.วังสะพุง ทราบ ประประสานไปยังชุดสืบสวน แพทย์ รพ.วังสะพุง กู้ภัยสว่างคีรีธรรม จุดวังสะพุง เดินทางไปชันสูตรพลิกศพ

ปืนมันลั่นไปเอง

ที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย สภาพนอนคว่ำหน้า ที่ศีรษะสวมไฟฉาย สวมเสื้อแจ็คเก็ตแขนยาวสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน อยู่ข้างรถ จยย.ยามาฮ่า สีดำแดง ทะเบียน กนบ 245 จ.เลย

ทราบชื่อผู้เสียชีวิต นายประดับ อายุ 40 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้นเข้าที่หลังทะลุหน้าอก 1 นัด พบคราบเขม่าดินปืนติดอยู่ที่เสื้อ

จนท.ตรวจค้นร่างพบอุปกรณ์การเสพยา ไฟแช็ก พระเครื่อง และมีดพกหลายด้าม จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

ส่วนมือปืนรายนี้ชื่อ นายยงยุทธ อายุ 30 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ หลังก่อเหตุได้หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน จนท.ชุดสืบสวน ได้กระจายกำลังออกหาตัวจนพบไปหลบซ่อนอยู่ภายในหมู่บ้านภายในกกซ้อ หมู่ 4 ต.ทรายขาว พร้อมอาวุธปืนลูกซองสั้นที่ใช้ก่อเหตุ มาสอบสวนที่ สภ.วังสะพุง

จากการสอบสวน นายยงยุทธ มือปืน เล่าว่า ผู้ตายได้มาหาตนเองที่บ้านและพูดคุยกันอยู่หน้าบ้านของตนเอง ระหว่างนั้นปืนลูกซองสั้นของตนเองที่พกไว้เกิดลั่นยิงเข้าใส่ด้านหลังของผู้ตาย 1 นัด จนล้มฟุบอยู่ข้างรถ จยย.ของผู้ตาย ตนเองตกใจจึงได้หลบหนีไปซ่อนตัวภายในหมู่บ้าน จนกระทั่งตำรวจมาจับกุมตัวไว้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com